เสียงกระซิบ เสียงก้อง และความจริงเบื้องหลังรอยต่อเอชไอวี

เสียงกระซิบ เสียงก้อง และความจริงเบื้องหลังรอยต่อเอชไอวี

(Social Listening กับ #HIV บนสื่อออนไลน์ ตอนที่ 1)

โดย นิวัตร สุวรรณพัฒนา คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

นิวัตร สุวรรณพัฒนา คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

บทนำ: แสงไฟจากหน้าจอและระเบิดเวลาแห่งตัวเลข เมื่อสถิติเอชไอวีกลายเป็นไวรัล

ยามค่ำคืนของปลายเดือนกรกฎาคม ปี 2569 แสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟนส่องกระทบใบหน้าของผู้คนนับล้านบนโลกออนไลน์ ทว่า ในวินาทีที่สำนักข่าวและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียพร้อมใจกันกดปุ่ม "โพสต์" รายงานสถิติสถานการณ์จำนวนผู้มีเอชไอวีในประเทศไทย ภาพของตัวเลขสะสมที่พุ่งทยาน "ทะลุ 5.5 แสนคน" พร้อมกับการเปิดเผยรายชื่อ 13 จังหวัด ที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ก็ทำหน้าที่เสมือนระเบิดเวลาลูกย่อมๆ ที่ถูกจุดชนวนขึ้นกลางฟีดข่าวของคนไทย สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลจนยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับ หลักหมื่น ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผมทดลองเรียนรู้และใช้เครื่องมือ Social Listening เป็นเสมือนเครื่องรับสัญญาณคลื่นความถี่ โดยไม่ได้มองตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแค่ "สถิติตัวเลข" ในรายงานราชการ แต่มันคือเสียงสะท้อน เสียงกระซิบ และเสียงถอนหายใจนับหมื่นๆ เสียงที่หลั่งไหลผ่านหน้าจอ Facebook Instagram TikTok สื่อออนไลน์ และกลุ่มแชท LINE ทั่วประเทศ

อัลกอลิทึ่มของสื่อออนไลน์ทำหน้าที่เป็นกลไกติดตามความสนใจของผม ส่งผลให้เห็นคลื่นสึนามิของข่าวโซเชียลพุ่งทะยานเข้ามาเรื่อย ๆ ทันทีที่พาดหัวข่าวเชิงกระตุ้นความตระหนกถูกปล่อยออกไป เมื่อลองใช้ Social Listening ตรวจจับ สิ่งที่เห็นได้ทันทีคือ "แรงกระแทกทางอารมณ์" อคติที่รุนแรงและสั่นคลอนโครงสร้างความเข้าใจของสังคม

หากประเมินภาพรวมปริมาณการพูดถึงและการมีส่วนร่วม (Engagement) บนแพลตฟอร์มหลักๆ พบว่าเรื่องนี้กลายเป็นกระแสไวรัลในวงกว้าง

สำนักข่าวสื่อกระแสหลักและเพจเพจเฟซบุ๊กหลัก เช่น ThaiPBS ไทยรัฐ สยามรัฐ บางกอกทูเดย์ รวมถึงแพลตฟอร์มรวมข่าวอย่าง LINE TODAY นำเสนอข่าวนี้รวมกันราว 10–15 ข่าว/รายงานหลัก ซึ่งถูกแชร์ออกไปเป็นวงกว้าง

โพสต์จากอินฟลูเอนเซอร์ เพจดังและบุคลากรทางการแพทย์/ภาคประชาสังคม เช่น เพจ หมอแล็บแพนด้า (ที่โพสต์สรุปตัวเลข 5.5 แสนคนและ 13 จังหวัด) เพจมูลนิธิเอ็มพลัส รวมถึงคอนเทนต์วิดีโอจากครีเอเตอร์สายสุขภาพ มีการหยิบยกประเด็นนี้มาพูดถึงและทำคลิปอธิบายเพิ่มเติมไม่ต่ำกว่า 20–30 โพสต์ใหญ่

โพสต์หลักๆ มียอดการกดไลก์ (Likes) แชร์ (Shares) และแสดงความคิดเห็น (Comments) รวมกันสูงมาก โดยโพสต์สรุปสถิติและอินโฟกราฟิกบางโพสต์มียอดการมีส่วนร่วมสูงตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นครั้ง แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ดึงดูดความสนใจและความตื่นตัวจากสังคมได้เป็นอย่างดี

ถอดรหัส: เมื่อข้อมูลไร้บริบทสร้างคลื่นความตระหนก

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในโพสต์ และการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโลกออนไลน์ในช่วง 3-4 วันแรกที่ข่าวถูกเผยแพร่ เราพบว่าโพสต์หลักจากสำนักข่าวและเพจรวมข่าวสารมียอดการกดไลก์และแสดงความรู้สึกพุ่งสูงถึงระดับ 10,000 - 40,000+ ครั้ง และมียอดแชร์ทะยานเกิน 15,000 ครั้ง สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเลขการมีส่วนร่วมที่สูงลิ่ว แต่มันคือ "ประเภทของอารมณ์ความรู้สึก (Reactions)" ที่สะท้อนผ่านหน้าจอ อิโมจิรูปตกใจ (Shocked) และเสียใจ/กังวล (Sad) ครองสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มโพสต์ของสื่อกระแสหลัก

คอมเมนต์เต็มไปด้วยความตกใจ หวาดผวา และการตั้งคำถามในเชิงโทษซ้ำเติม เช่น การมองว่าโรคนี้กลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง หรือการเหมารวมว่ากลุ่มประชากรใน 13 จังหวัดที่ถูกระบุชื่อคือ "พื้นที่อันตรายขั้นวิกฤต"

การนำเสนอข่าวสารที่เน้นเฉพาะตัวเลข โดยขาดการอธิบายบริบทเชิงโครงสร้าง ทำให้โลกสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ที่ขยายอคติและความกลัวให้ใหญ่เกินจริง ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะระหว่าง "ยอดสะสมในระบบการรักษา" กับ "อัตราการติดเชื้อรายใหม่" ได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความตื่นตระหนกที่พุ่งเป้าไปทำร้ายกลุ่มเปราะบาง สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวง และตอกย้ำภาพจำเชิงลบ การตีตรา (Stigma) ให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้นในจิตใจผู้คน

ถอดรหัส: เมื่อความตื่นตระหนกกลายเป็นเครื่องพันธนาการ

เมื่อชุดข้อมูลถูกนำเสนอโดยขาดบริบทเชิงโครงสร้าง สิ่งที่สะท้อนกลับมาคืออิโมจิรูป "ตกใจ" (Shocked) และ "เสียใจ/กังวล" (Sad) ยอดแชร์นับหมื่นครั้งถูกกระจายออกไปด้วยความรู้สึกตื่นตระหนก ผู้คนจำนวนมากคอมเมนต์ด้วยความเข้าใจผิดว่าโรคกำลัง "ระบาดลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้" โดยไม่ทันแยกแยะว่า ตัวเลข 5.5 แสนคนนั้นคือ "ยอดสะสมในระบบการรักษา" ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากกินยาจนกดไวรัสจนไม่สามารถส่งผ่านหรือแพร่กระจายเชื้อได้แล้ว (U=U)

ที่น่ากลัวตามมาคือ "การตีตราเชิงพื้นที่และกลุ่มประชากร" (Geographical & Population Stigma) การเปิดเผยรายชื่อ 13 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด (อาทิ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่ ฯลฯ) สร้างความรู้สึกอึดอัดและแปะป้ายให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็น "ดินแดนเสี่ยงภัย" ในสายตาคนนอก บางโพสต์บางคอมเมนต์มีการป้ายสีเพิ่มโดยการบอกว่า 13 จังหวัดล้วนเป็นจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ เพื่อโยกเข้ากับเรื่องอายุของกลุ่มผู้มีเอชไอวีในวัยรุ่นที่ถูกระบุว่าเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนในพื้นที่เริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยทางสังคม ขณะที่กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่กำลังลังเลใจที่จะไปตรวจเลือด กลับรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก เพราะกลัวว่าผลตรวจจะทำให้พวกเขาตกเป็นจำเลยของสังคม หรือกลายเป็นตัวเลขที่ถูกซ้ำเติมด้วยอคติ

เสียงจาก Social Listening ในช่วง 3-4 วันนั้น จึงบอกเราอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยยังคงติดอยู่ใน "รอยต่อของยุคสมัย" รอยต่อระหว่างความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ก้าวไกลไปถึงยุค U=U กับอคติทางความคิดของสังคมที่ยังคงจมปลักอยู่กับภาพจำของโรคเอดส์เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

ผลกระทบเหล่านี้กำลังบั่นทอนการทำงานของคนหน้างาน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาสังคม (NGO) ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการแก้ข่าวลือ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกที่โถมเข้ามา

ด้านบวกจากพลังหน่วยกู้ภัยของ "อินฟลูเอนเซอร์และชุมชน"

ทว่า ท่ามกลางกระแสคลื่นความกลัวที่โถมกระหน่ำ Social Listening ยังตรวจพบ “พื้นที่แห่งพลัง” ที่ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลอย่างน่าสนใจ นั่นคือการเคลื่อนไหวของเพจ(อินฟลูเอนเซอร์)สายสุขภาพ มูลนิธิ และองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) เช่น เพจมูลนิธิเอ็มพลัส หรือเพจให้ความรู้เฉพาะทาง

พื้นที่เหล่านี้เลือกที่จะไม่นำเสนอตัวเลขเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่ใช้วิธีการสื่อสารที่เรียกว่า "การย่อยความซับซ้อนให้เป็นมิตร" (แม้)โพสต์จากกลุ่มนี้มียอดการกดอิโมจิประเภท "ห่วงใย" (Care) และ "ถูกใจ" (Like) ในสัดส่วนที่ไม่สูงมาก (แต่)คอมเมนต์ใต้โพสต์ไม่ได้เต็มไปด้วยความตื่นกลัว แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสอบถามช่องทางเข้าถึงชุดตรวจด้วยตนเอง การปรึกษาเรื่องยาป้องกัน (PrEP/PEP) และการส่งต่อกำลังใจให้กันและกัน

ข้อมูลจาก Social Listening ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับรู้ความจริงเรื่องเอชไอวี แต่พวกเขากำลัง "แสวงหาข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าถึงได้จริง" เพื่อเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความรู้เท่าทัน

ผลกระทบต่อคนทำงานหน้างาน เมื่ออคติกลายเป็นกำแพงกั้นความช่วยเหลือ

ความขัดแย้งระหว่างกระแสข่าวเชิงลบที่สร้างความตื่นตระหนก กับความพยายามในการให้ความรู้เชิงบวก กำลังส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อการทำงานของคนทำงานทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและภาคประชาสังคม

ตัวเลขที่ถูกป่าวประกาศออกไปอย่างไร้ความละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบด้านจิตใจของผู้รับบริการ ทำให้กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่กำลังมีความเสี่ยงเกิดความหวาดกลัวที่จะก้าวเท้าเข้าสู่สถานพยาบาล เพราะเกรงกลัวต่อสายตาและการตัดสินของสังคม (Social Judgment)

ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคประชาสังคมต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นในการ "ดับไฟข่าวลือ" ควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อประคับประคองจิตใจผู้รับบริการไม่ให้หลุดออกจากระบบการรักษา

รอยต่อของยุคสมัยระหว่าง "ความก้าวหน้าทางการแพทย์" ที่เดินทางมาถึงยุค U=U (Undetectable = Untransmittable) กับ "อคติและความล้าหลังทางความคิดของสังคม" ที่ยังคงยึดติดกับภาพจำของโรคเอดส์เมื่อ 40 ปีก่อน คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่เราต้องแก้ไข และเป็นจุดเริ่มต้นที่เราใช้ Social Listening เป็นเครื่องมือในการสืบสวนหาทางออก ติดตามข้อเสนอได้ในตอนต่อไป