เปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นเข็มทิศ Social Listening กับ #HIV บนสื่อออนไลน์ ตอนที่ 2

เปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นเข็มทิศ
(Social Listening กับ #HIV บนสื่อออนไลน์ ตอนที่ 2)

โดย นิวัตร สุวรรณพัฒนา คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

ข้อเสนอเพื่อการส่งเสริมสิทธิ การไม่เลือกปฏิบัติ และทางออกร่วมของสังคม

บทนำ: จากการฟังเสียง สู่การลงมือเปลี่ยนโครงสร้าง

หากตอนที่ 1 เปรียบเสมือนการใช้เครื่องมือ Social Listening เป็นเครื่องตัวจับสัญญาณเพื่อตรวจหาความสั่นคลอนและรอยร้าวในสังคม ตอนนี้คือเวลาที่เราจะต้องนำข้อมูลดิบเหล่านั้นมาแปลสภาพเป็น "เข็มทิศและแผนที่นำทาง" โดยมุ่งหวังให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และสังคมไทย ก้าวข้ามผ่านวังวนของการตีตรา ไปสู่สังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

การปล่อยให้กระแสข่าวพัดผ่านไปโดยไม่มีการจัดการเชิงนโยบาย จะทำให้วงจรอุบาทว์ของการตีตรากลับมาซ้ำรอยเดิมทุกครั้งที่มีการเปิดเผยสถิติ ข้อเสนอเชิงระบบต่อไปนี้กลั่นกรองขึ้นจากเสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์ เพื่อส่งต่อไปยังผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานจริง

ข้อเสนอสำหรับ "กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์" สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานภาครัฐ

ภาครัฐในฐานะศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลระดับประเทศ มีหน้าที่โดยตรงในการออกแบบ "ชุดคำพูดและกรอบความคิด" (Framing) ที่ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่สร้างความตระหนักรู้

ทุกครั้งที่มีการแถลงข่าวหรือเปิดเผยตัวเลขผู้มีเอชไอวีสะสม ภาครัฐต้องเลิกนำเสนอตัวเลขเดี่ยวๆ แต่ต้องมีบริบทและเผยแพร่ะควบคู่กับคำอธิบายเชิงบวกเสมอ เช่น “ตัวเลขสะสมกว่า 5.5 แสนคนนี้ คือผู้ที่อยู่ในระบบการรักษา มีสุขภาพแข็งแรง และกว่าร้อยละ X สามารถกดไวรัสจนไม่แพร่กระจาย/หรืส่งผ่านเชื้อได้แล้ว (U=U)”การทำเช่นนี้จะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้สังคมตื่นตระหนกเกินจริง

การเปิดเผยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้มีเอชไอวีสูง (รายชื่อ 13 จังหวัด) ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตีตราทางภูมิศาสตร์ แต่ควรใช้เป็นยุทธศาสตร์การเข้าถึงเชิงรุก ในการกำหนดงบประมาณและแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ภาครัฐต้องร่วมมือกับท้องถิ่นในการกระจายชุดตรวจด้วยตนเอง (HIV Self-Test) และบริการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP/PEP) และถุงยางอนามัยให้เข้าถึงกลุ่มประชากรในพื้นที่เหล่านั้นอย่างเป็นความลับ ไร้รอยต่อ และปราศจากการตัดสิน

ข้อเสนอสำหรับ "องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และภาคประชาสังคม"

ในขณะที่ภาครัฐขับเคลื่อนด้วยกลไกเชิงระบบ ภาคประชาสังคมคือ "หัวใจและพลัง" ที่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงชุมชนได้ลึกซึ้งที่สุด

องค์กรภาคประชาสังคมควรใช้เครื่องมือติดตามโซเชียลในการมอนิเตอร์ข้อความที่มีลักษณะ Hate Speech หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอชไอวี จากนั้นแปลงข้อมูลเหล่านั้นเป็นคอนเทนต์สั้นๆ อินโฟกราฟิกเข้าใจง่าย หรือวิดีโอสั้น เพื่อโต้ตอบและให้ความรู้กลับคืนสู่สังคมด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร (Friendly Tone)

ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง LINE OpenChat หรือพื้นที่สนทนารายกลุ่มที่เป็นความลับ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางดิจิทัล (Digital Safe Space) เพื่อเปิดช่องทางให้กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่กำลังตื่นกลัว สามารถเข้ามาปรึกษาปัญหา ถามข้อสงสัยเชิงพฤติกรรม และรับกำลังใจจากเพื่อนร่วมชะตากรรมหรือผู้เชี่ยวชาญได้อย่างปลอดภัยไร้ความกังวล

ข้อเสนอการทำงานร่วมกัน ในการผสานพลังภาครัฐและภาคประชาสังคม

ความท้าทายเรื่องเอชไอวีในยุคปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง การสร้าง "แนวร่วมสะพานเชื่อม" ระหว่างรัฐกับภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด

ภาครัฐและภาควิชาการสนับสนุน "โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ และชุดข้อมูลทางวิชาการที่แม่นยำ" ขณะที่ภาคประชาสังคมใช้ "ความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงชุมชน ภาษาที่สื่อสารง่าย และความไว้วางใจจากกลุ่มเป้าหมาย" ร่วมกันผลิตสื่อรณรงค์ที่ตอกย้ำเรื่องสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ เป็นการสร้างเครือข่ายสื่อสารความจริงที่ปราศจากการตีตรา (Truth & Stigma-Free Network)

ร่วมมือกันรณรงค์ระดับชาติเพื่อเปลี่ยนค่านิยมของสังคม ให้การตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องปกติสามัญเช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น แคมเปญ “การตรวจเอชไอวี = สุขอนามัยพื้นฐาน” เพื่อทำลายกำแพงความกลัวในการรู้สถานะเลือดของตนเอง

บทสรุป สังคมที่ปราศจากการตีตราไม่ใช่ความฝัน

เป้าหมายสูงสุดของการสื่อสารไม่ใช่เพียงแค่การทำให้คน "รู้" แต่คือการทำให้คน "เข้าใจ" และเปลี่ยนพฤติกรรม การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในช่วงกระแสข่าวนี้ จะต้องเน้นย้ำถึง

  1. U=U (Undetectable = Untransmittable)บนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ที่กินยาต้านไวรัสจนกดเชื้อได้สำเร็จแล้ว จะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการลดการตีตราทั้งในระดับสังคมและระดับบุคคล
  2. การตรวจคัดกรองคือเรื่องปกติ ใช้การรณรงค์ให้การตรวจหาเชื้อเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประจำปี เป็นการสร้างทัศนคติเชิงบวกและเปลี่ยนมุมมองจาก "การกลัวรู้ผล" มาเป็น "การอยากรู้สถานการณ์ของตัวเองเพื่อดูแลตัวเองและคนรัก"
  3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยและการไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยการสร้างภาพจำใหม่ว่าผู้มีเอชไอวีสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และมีความสัมพันธ์ได้ตามปกติ การเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนคือกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม

บทเรียนจากกระแสข่าวเอชไอวีรอบนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวสูงมากในการดูแลสุขภาพของตนเอง หากคนทำงานด้านเอชไอวีสามารถใช้เครื่องมือ Social Listening และปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เราจะสามารถเปลี่ยน "กระแสข่าวชั่วคราว" ให้เป็น "พลังขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืน" ไปสู่การยุติปัญหาเอดส์และลดการตีตราได้สำเร็จ

การเดินทางผ่านหน้าจอ ด้วยการใช้ Social Listening ในช่วงการโหมกระพือข่าวสถิติเอชไอวี 5.5 แสนคน ทำให้เราได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงว่า "ไวรัสที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ตัวเชื้อโรคในกระแสเลือด แต่มันคือไวรัลแห่งอคติ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างความคิดของสังคม"

หากภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนสามารถประสานมือกันนำเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์มาปรับใช้เป็นเข็มทิศในการทำงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร และคุ้มครองสิทธิของผู้รับบริการอย่างแท้จริง วันที่เราจะก้าวไปสู่สังคมที่เท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และผู้มีเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนได้อย่างมีศักดิ์ศรี ก็จะไม่ใช่แค่ความฝันบนหน้ากระดาษอีกต่อไป แต่มันคือความจริงที่เราสามารถร่วมกันสร้างขึ้นได้ในวันนี้